ระวัง! AI ไม่ได้เพียง “ช่วยเขียนโค้ด” อีกต่อไป—แต่กำลังช่วยค้นหา เจาะระบบ ยกระดับสิทธิ์ และขยายผลการโจมตีได้ด้วยความเร็วระดับเครื่องจักร
กรณี Claude Mythos Preview แสดงให้เห็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการดำเนินการโจมตีไซเบอร์แบบหลายขั้นตอน ขณะที่เหตุการณ์ก่อนหน้า ผู้ไม่หวังดีเคยนำ Claude Code ไปใช้สนับสนุนปฏิบัติการจารกรรมไซเบอร์ ตั้งแต่การสำรวจเป้าหมาย เจาะระบบ ขโมยข้อมูลรับรอง เคลื่อนที่ภายในเครือข่าย ไปจนถึงนำข้อมูลออกจากองค์กร ส่วนกรณีล่าสุดพบการใช้ Hermes AI Agent ทำงานหลังการเจาะระบบแบบอัตโนมัติ โดยสแกนเครื่อง ค้นหาเส้นทางยกระดับสิทธิ์ และสำรวจข้อมูลอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องรอมนุษย์อนุมัติทุกคำสั่ง (Anthropic, UK AI Security Institute, The Hacker News)
ภัยสำคัญไม่ใช่เพียง AI สร้างช่องโหว่ใหม่ แต่คือ AI สามารถค้นหาและใช้ช่องโหว่เดิมได้เร็วขึ้น ต่อเนื่องขึ้น และครอบคลุมขึ้น—ตลอด 24 ชั่วโมง
หน่วยงานจึงต้องเร่งยกระดับการป้องกันแบบ Defense in Depth ตั้งแต่ MFA, PAM และ Least Privilege การอัปเดตช่องโหว่ การแบ่งแยกเครือข่าย การควบคุม Outbound Traffic การเฝ้าระวังด้วย EDR/XDR, NDR และ SIEM/SOC ตลอดจนการกำกับ AI Agent ภายในองค์กรด้วย Audit Log และ Human Approval
และอย่าลืมแนวป้องกันสุดท้ายเมื่อระบบหลักถูกโจมตี:
“Backup ที่ไม่เคยทดสอบกู้คืน อาจไม่ใช่ Backup ที่ใช้งานได้จริง”
สำรองข้อมูลตามหลัก 3-2-1-1-0 แยกบัญชีและระบบ Backup ออกจากระบบหลัก เก็บสำเนาแบบ Offline หรือ Immutable กำหนด RPO/RTO และทดสอบ Full Recovery อย่างสม่ำเสมอ
AI ทำให้ผู้โจมตีเร็วขึ้น—หน่วยงานต้องตรวจจับให้เร็วกว่า จำกัดความเสียหายให้ทัน และกู้คืนบริการให้ได้จริง

กรณีพบเหตุการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ หรือพฤติกรรมน่าสงสัย
Email : [email protected] โทร 02 114 3531 (ตลอด 24 ชั่วโมง)
ด้วยความปรารถนาดี สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) / ThaiCERT
#ThaiCERT #CyberAlert #AIDrivenCyberAttack #AIAgent #CyberSecurity #DefenseInDepth #IncidentResponse #BackupAndRecovery #ImmutableBackup #CyberResilience














